ที่มาของช่างตัดขนสุนัข

 

ที่มาของอาชีพนี้ >>> ช่างอาบน้ำ ตัดขนสุนัข >>> ครูสอน
****************************************
เรื่องจริงที่จะเล่าต่อไปนี้ ผมไม่ได้จะเรียกร้องความเห็นใจ  แต่อยากให้กำลังใจ กับผู้อ่าน ครับ

 

ผมอาจเหมือน ใครๆ ก็ได้ ที่กำลังจะอ่านอยู่ หรือแย่กว่า แต่ผมเลือกที่จะดิ้นรนเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น กว่าเดิม

อาจต้องใช้เวลาบ้าง พักบ้าง  แต่อย่าถอยครับ

เริ่มเลยดีกว่า
คนที่มาทำอาชีพนี้ ส่วนใหญ่จะฐานะดี ต่างจากผมสิ้นเชิง ผมเป็นพนักงาน เงินเดือน (น้อย) ครับ

พ่อแม่ต่างมีครอบครัวใหม่ ผมจึงได้สิทธิ์ อาศัยกับอากงครับ (คิดแบบง่ายๆ คือไม่มีใครเอา ส่งผมไปอยู่กับญาติ)

หลังจากจบ ป.ตรี มาเงินเดือนของผม อยู่ ระดับ 4000 ถึง หมื่นกว่าบาท มานานแล้ว ขึ้นบ้าง ลงบ้าง

ตามโชคชะตา ฟ้าเล่นตลก

มีครั้งหนึ่ง ไปสมัครงาน ตกลงรับเรียบร้อยแล้วน่ะ  กับ บริษัท wat…  จำกัด(คล้ายๆร้าน Boot)  ตกลงวันเริ่มงานกันแล้ว

ผมก็ลาออกจากที่เดิมเรียบร้อย ใกล้วันทำงาน ดันโทรมายกเลิกการจ้างซ่ะงั้น  ฝ่ายบุคคล บอกว่าหากมีสัญญาจ้างงาน ก็เอาผิดเค้าได้

(โถ ผมอายุเพียง 20 กว่าๆ จะไปฟ้องร้อง อะไรเป็น แค่ไม่ตกงานก็พอแล้ว)

จากนั้น 1 สัปดาห์ ผมก็ได้งานใหม่ เก่งไหมล่ะ  งานนั้นคือ มอเตอร์ไซด์วิน ครับ

ตอนนั้น สิ่งที่ผมกลัวที่สุด คือไม่มีเงินซื้อข้าวกินครับ เพราะผมกลับถึงบ้าน ไม่มีพ่อแม่หาอาหารให้

ไม่มีใครคอยปรึกษา ปลอบใจ ส่วนอากง แกไม่ยุ่งกับใครเลยสักคน   

เงินที่ได้ จากมอไซด์วิน เอาไปถ่ายรูป สมัครงาน จำได้ว่าสมัครไป เกือบ 30 บริษัท ทานข้าวเพียง 1 มื้อตอนเย็น ครับ

แป๊ปซี่ราคา 5 บาท ผมยังไม่กล้าซื้อทานเลย จากนั้น 3 เดือนผมก็ได้งาน

( ขณะที่ ผมอยู่หลังมอเตอร์ไซด์ ทุกๆวัน ทำให้ผมคิดได้ว่า เราต้องทำงานเยอะๆ ต้องอดทน หนักนิดเบาหน่อยต้องอดทน มากกว่าที่เคย )   

บริษัทใหม่นี้ผมได้ค่าจ้าง 1หมื่นบาท ผมไปทำงานประมาณ 6-7วัน / สัปดาห์

ทั้งปี แทบไม่หยุด กลับบ้านเกือบ 3 ทุ่ม ใครๆ ก็บอกว่า ไม่มีธุระไปไหนบางหรือ ??

เจ้านายก็เอ่ยชม ว่า เค้าขยัน เก่ง ไว้ใจได้  บลา บลา ….

ก่อน วันประกาศ รางวัลพนักงานดีเด่นประจำปี มาถึง  ผมคิดในใจ ว่า เราน่าจะติด1 ในนั้น

แต่ไม่ได้หวัง อะไรไปมากกว่านี้ เพราะมีหลายๆ ท่าน ก็ทำได้ดีกว่าผม

เย็นวันนั้น เจ้านาย ก็ เรียกเข้าไปคุย เพื่อนๆ ก็ส่งยิ้มให้ เชิงว่า ดีใจด้วยน่ะ

 

(คุณว่าผมได้ขึ้นเงินเดือนเท่าไหร่จากเดิม 10,000บาท)  ผมอยู่ในห้องนั้น ร่วมชั่วโมง

 

ผมออกจากห้องหนาวๆ นั้น ทั้งน้ำตา ตาบวม ง่วงนอน ปวดตา สับสน งงกับเรื่องที่ผ่านมาทั้งหมด

ตกลงที่ผ่านมาผมโดน คนทั้งบริษัท หลอกหรือ ???
เพราะนายจะลดเงินเดือนลง 3000 บาท (เนื่องจากผมวางบิลลูกค้าไม่ทัน  เจ้านายต้องลงมาช่วย งานบ่อยๆ แต่ผมกลับเข้าใจผิดมาโดยตลอดว่า

เจ้านาย คงอยากลงมาดูเอง เพราะมันเป็นเรื่องเงินของท่าน

อืม !!!  ขอย้อนไป @ วันแรกของที่นี่ ก่อนครับ
ผมสมัครเข้ามาตำแหน่งบัญชีน่ะครับ  บริษัทนี้เปิดมาได้ 6 เดือน  ตำแหน่งที่ผมทำอยู่ ออกไปแล้ว 3 คน

เจ้านาย และกรรมการ บอกกับผมว่า  หวังว่าเธอจะไม่เป็นอยากคนอื่นๆน่ะ เพราะฉันเบื่อการสอนงาน ทำเป็นแล้วไป …..

>>งานทั้งหมด ผมเรียนรู้ เพียง 1 เดือน จากนั้น ผมเริ่มวางระบบให้งานไวขึ้น นายชอบมากๆ ต่อมาเจ้านาย

ก็เพิ่มงาน ให้ผมเรื่อยๆ ตั้งแต่ส่งเอกสาร วางบิล ทำรายงานให้ผู้ว่าจ้าง ไปประชุมร่วมกับนาย ยกของ

จัดซื้อคอม ซ่อมคอม เอาเงินไปเข้าBank จ่ายเงินเดือน โทรทวงหนี้

จนถึงไปเอากระโปรงของเจ้านาย ที่ ห้างมาบุญครอง >>> นี่แหละ ครับ เลยทำงานไม่ทัน)

 

ขออนุญาติ ย้อนกลับไป เล่าเรื่อง ตอนที่อยู่ในห้อง กับเจ้านาย

ผมบอกแกว่า หากลดผมเหลือเหลือ 7000 บาท ผมคงไม่พอใช้แน่ๆครับ
เพราะมีหนี้บัตรเครดิต อีก จึงขอเปลี่ยนจากแผนกบัญชีและคอมพิวเตอร์ และ เลขา และคนส่งเอกสาร

>>>ไปรับตำแหน่งใหม่ คือ แผนกทวงหนี้

(เพราะแผนกนี้มีค่าคอม แผนกนี้เท่านั้น ที่จะทำให้ผมมีโอกาสได้รายได้เท่าเดิมได้ แต่เจ้านายกลับ ให้เงินเดือนผมเพียง 4000+ค่าคอม)

ต่ำกว่าพนักงาน ที่จบตรี  ไม่มีประสบการณ์ทุกคน
ถึงตรงนี้ น้ำตาผม ร่วงเลย แสดงว่า ที่ผ่านมา ผมไม่มีค่า กับ เจ้านายเลย  จริงๆ

ก่อนออกจากห้องนั้น เจ้านายบอกว่า หากมี ทีทำงานที่ดีกว่านี้ ทำไมไม่ไปลองสมัครดู

เค้ายินดีน่ะ ผมก็บอกว่า ผมไม่ได้หางานใหม่เลย ผมขอโอกาสใหม่ครับ …
(เป็นงัยบ้างผู้อ่าน ผมทำใจง่ายๆไหม ผมยังไม่รู้เลยว่า ผมผิดตรงไหน)

ผมอยู่แผนกทวงหนี้ อย่างมีความสุข ทำงาน 6 วัน พอเวลา17.00 น.มาถึง ผมกลับบ้านทันที

รายได้ประมาณ 12000-15000 บาท ทำไปได้ 1ปี
เจ้านาย และกรรมการ แต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าแผนก
พร้อมเสนอเป็นเงินเดือนเพิ่มเป็น 12000 บาท มีค่าคอม แต่จ่ายเป็นรายปีน่ะ คิดดูแล้วน่าจะได้ 20000 บาท/เดือน
ผ่านไป 6 เดือน ผมดันไปทะเลาะกับลูกน้อง ผมโดนลดตำแหน่ง (แทนที่จะไล่ลูกน้องผมออกไป) ดันลงโทษกับผม ลดเงินเดือนผมลงที่เดิม ค่าคอมที่ตกลงไว้ ไม่ได้ ครับ (ตอนแรกผมก็อยู่ของผมดีๆ อยู่แล้ว มายุ่งกับผมทำไม)

จากนั้นก็เริ่มหางานใหม่

ณ ปี 2000 ผมเปลี่ยนงานครับ ที่เก่า ไม่น่ารุ่ง เน๊อะ

ที่ใหม่ งานเบาๆ บริษัทเล็กๆ ไม่มี OT คนน้อยๆ
แต่ที่นี่ ก็มีปัญหา อีก เหมือนกัน
เจ้านายผู้ชาย ไม่ชอบกลับบ้าน ใช้เงินเปลือง ไปติดเด็กๆ

ภรรยานาย อึดอัด ช้ำใจ ผมก็สงสารเธอน่ะ แต่เธอมาระบายที่ผมครับ
ไม่ใช่ ระบายความในใจน่ะครับ แต่ เป็น ระบายอารมณ์ แทน
เพราะเหตุที่เป็น ผู้ชายด้วยกันกับสามีเธอ
ตะโกนด่าผม บ้าง ว่า ผู้ชายก็เลวหรือกันหมด บ้างก็ เต๊ะโซฟา โชว์ผม  บ้างครั้งก็ ทุบเครื่องถ่ายเอกสารบ้าง ….

เฮ้อ .. นี่แหละ ชีวิต
จากนั้น วันหยุดจึงไปหารายได้พิเศษ จึงพบกับงาน ประหลาด ครับ  อาบน้ำหมา

หมาต้องเข้าร้าน อาบน้ำ ด้วย   อืม.. แต่ทำไปเรื่อยๆ ก็ดีน่ะ (ไม่ต้องยุ่งกับคน ผมว่า มนุษย์ ด้วยกันนี่แหละ ตัวปัญหาเลย )

ผ่านไป 1 ปีกว่า เจ้าของร้านเดิม ไม่อยากทำต่อ อยากขายกิจการให้ … เราจึงเริ่ม หายืมเงิน คุณพ่อคุณแม่ ไม่มีแน่นอนครับ เพื่อนที่สนิทกัน เพียงเอ่ยปาก ก็เลิกคบแล้ว ในที่สุด อาม่า ก็เห็นใจให้ยืมเงินเฉพาะ มาเซ้งร้าน เฮ้อ.. กว่าจะได้
แต่ อุปกรณ์ ในร้าน เก่าทั้งหมด และมีเพียง 1 ชุด เท่านั้น
หากวันไหน อุปกรณ์ชำรุด ต้องตื่นแต่เช้า รีบไปหาร้านซ่อมให้ได้
**ทุลักทุเลมาก**

ผ่านไปได้ 2 ปี ไถจนชำนาญ ใช้กรรไกรได้ดี ระดับหนึ่ง กับสุนัขขนสั้น ๆ หรือพวกทรงแกะสั้น แต่ก็มีข้อสงสัยหลายๆอย่าง และผมดันทำไม่ได้ อีกเสียด้วย

เช่นตัดขนสุนัข ขนยาวๆ เกิน 1 นิ้ว ตัดทีไร เป็นหลุม ทุกที
หรือลูกค้าบางคน อยากให้สุนัขหัวใหญ่ บางคนหัวเล็ก แล้วไปลงตัวตรงหล่ะ
หรือผมอยากให้ สุนัขออกจากร้านไป 2-3 เดือนก็ยังสวย เป็นทรง
แล้วก็ อยากตัดได้หลายๆ สายพันธุ์

มีความต้องการเยอะ แต่ทุนน้อย

จึงต้องเสาะหานานหน่อย
แล้วก็พบ อาจารย์ ท่านตัดขน มายุคแรก ๆ ของประเทศไทยเลย
เคยถวายงาน คุณฟูฟู ประจำวังศุโขทัย

จากนั้นก็ รวบรวมเงิน ไปเรียน ผมใช้เวลาเก็บถึง 5 เดือน
แต่ผมไม่มีอุปกรณ์ ไปเรียน หรอก เพราะหากเอาไป ที่ร้าน ก็ไม่มีใช้
ระหว่างเรียนไป ก็ ยืม อาจารย์ ไป อาย เพื่อน และอาจารย์๋ จริงๆ
เพราะ ทุกๆ คน มีเครื่องมือทั้งนั้น

จึงค่อยๆ ซื้อ โดย เอากำไรน้อยๆ ของที่ร้านไปซื้อ
แต่ผมก็พยายาม เสาะหา แหล่งอุปกรณ์ราคาถูกๆ
ปรากฎ ว่า อุปกรณ์ เหล่านั้น ที่ผมหามา มีราคาถูก กว่า ที่ เพื่อนเคย ซื้อ

อาจารย์จึงอนุญาตให้ เอาอุปกรณ์ ไปขาย รุ่นน้องได้
แล้วเอากำไร เหล่านั้น ไปซื้ออุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายที่ไปเรียน

ผมเรียน จนได้เป็นครูผู้ช่วย สอนตัดขน ให้กับ รุ่นน้อง

บางวัน ก็ไปช่วยอาจารย์สอน บางวันก็ ขอตัวกลับมาดูแลที่ร้าน

เพราะ ลูกค้าที่ร้าน เริ่มจะเยอะ ขึ้นเรื่อยๆ

จากนั้น ก็เริ่มมีนักเรียนมาเรียน เรื่อยๆ

ขอบคุณ น่ะที่ อ่านจนจบ เลย

 

 

Comments

comments

3 thoughts on “ที่มาของช่างตัดขนสุนัข

  • July 29, 2013 at 7:32 am
    Permalink

    อยากให้อาจาร์แจ๊ค บอกเล่าถึงเรื่องราวระหว่างการเริ่มต้นเปิดร้านจนมาถึงอาจารย์แจ๊คในวันนี้ ค่ะ จุดเริ่มต้นช่างตัดขนไดก้อ่าน่างบนแล้ว อยากอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมค่ะ เพื่อสร้า้งกำลังใจให้กับตัวเอง

  • December 20, 2012 at 7:03 am
    Permalink

    สุด ยอด มาก

  • December 13, 2012 at 12:42 am
    Permalink

    น่ารักจังค่ะ
    ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น
    อ่านแล้วมีกำลังใจขึ้นด้วย
    ขอบคุณค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

กรุณาตอบคำถามเพื่อยืนยันตัวตน * Time limit is exhausted. Please reload CAPTCHA.